ฮีโร่ประจำซอย Ep.10
เขียนโดย ถนอม ขุนเพ็ชร์
เรื่องนี้พม่าเป็นพระเอก
“อยู่ชุมชนป้อมหก ริมทางรถไฟ ถนนรัถการ วันที่ 22 พ.ย.68 น้ำเริ่มขึ้น ที่บ้านมีแม่ มีน้องและฉันรวม 3 คน สภาพบ้านไม้ มีเชิงขึ้นไป ที่ผ่านมาหากเกิดน้ำท่วมจะไม่ถึงชั้น 2 เหลือบันได 1-2 ขั้น ปีนี้ในคืน 23 พ.ย. ราวเที่ยงคืนลงมาดูมองเห็นพื้นก็คิดว่าพรุ่งนี้จะได้ล้างบ้านเหมือนทุกปี หลังจากนั้นฝนตกหนักยาว คืนถัดมาน้ำก็เริ่มขึ้นอีก มีแนวโน้มว่าถึงชั้น 2 จวนใกล้รุ่ง น้ำขึ้นสุด ชั้น2 ถึงหน้าอก
“แม่อายุ 81 ปี เราก็ยกเตียงให้แม่อยู่ข้างบน เอาเตียงอีกอันมาทับเตียงเดิม ให้แม่นั่งอยู่บนนั้น ส่วนฉันกับน้อง ยืนแช่อยู่ในน้ำ ตั้งแต่ตีสามกลางคืน ขอความช่วยเหลือจากตึกตรงข้าม เขาบอกว่าจะติดต่อให้ แต่ต้องรอคิว ลงทะเบียน ก็คิดอยู่แต่ว่ามีพม่าอยู่ตรงข้ามบนตึก 4-5 ชั้น เขามาเช่าเป็นห้อง อยู่กัน
“พม่าตะโกนมาตั้งแต่หัวรุ่งแล้วว่า ให้ช่วยไหมยาย ตอนนั้นน้ำก็ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เราไม่กล้าเสี่ยงหรอก ไม่รู้จะไปอย่างไร มองเห็นแต่น้ำ ก็กลัว และมีความหวังว่า เดี๋ยวจะมีเรือผ่านมา จะได้ไปกับเรือ จากตี 3 หัวรุ่ง จนบ่าย3 เรายืนอยู่ในน้ำ ถ้าค่ำลงอีกวันคิดว่าคงตายแน่นอน ไม่รู้จะไปไหนแล้ว ตัดสินใจพังฝาบ้าน ปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาอีกบ้านที่อยู่ใกล้ น้ำก็ขึ้นต่อมาอีก
“ในเวลา บ่าย 3 พม่าก็ตะโกนอีกว่า ช่วยไหมยาย ถามเขาว่ามั่นใจไหม เขาบอกว่าช่วยได้ พวกเขามีทั้งหญิง และชาย ราว 10 คน พม่ากลุ่มนี้คุ้นกันอยู่ ปกติในช่วงเย็น ถ้าแม่ออกมานั่งเล่นหน้าบ้าน พวกเขาจะโผล่หน้า มาทักว่า ยายกินข้าวหรือยัง ไม่รู้ชื่อหรอกก็ทักกันเสมอ เพราะอยู่หน้าบ้านตรงข้าม
“พอถามรอบนี้ จึงถามว่ามั่นใจหรือเปล่า ต้องเสี่ยง เพราะว่าอยู่ไม่ได้แล้ว เขาบอกว่ามั่นใจ เขาเลยจัดแจงไปหาเชือก พวกสายไฟที่เขาใช้ทำก่อสร้าง ที่เป็นปลั๊กเปลือย มามัดแล้วกระโดดลงมา ว่ายข้ามมาที่บ้าน ฉันบอกว่าพี่คงไม่กล้าไป น้ำเชี่ยวมาก ไม่มีแรงแล้ว เขาบอกว่ารอเดี๋ยว หันซ้าย หัวขวา เขาว่ายน้ำหายไปทางรถไฟ ซึ่งตอนนั้นถ้ายืนบนรางรถไฟมันก็มิดหัว ดูเป็นเหมือนทะเล สักเดี๋ยวเขาก็ว่ายกลับมา เขาได้ยางในรถสิบล้อลากกลับมา บอกว่า ไม่ต้องกลัวแล้ว ได้อันนี้มาปลอดภัยแน่นอน ว่ายกลับไปที่ตึกให้เพื่อนเขาช่วยมัดห่วงยาง แล้วก็ว่ายกลับมาหาเรา ฉันเป็นห่วงแม่อยากให้แม่ ไปก่อน แม่ก็ไม่กล้าไป ฉันเลยไปเป็นคนแรก ให้เห็นว่าไปได้ เขาผูกเชือกห่วงยาง สาวไป แล้วก็ยกขึ้นตึก
“ตอนช่วยฉัน เขาให้ฉันกระโดดลงในห่วงยาง บอกว่าเกาะห่วงยางเอาไว้ให้แน่น แล้วเขาสาวไป คนที่มาช่วยก็ประคองห่วงยางไม่ให้แกว่ง เราหลับตา เพราะความกลัว แป๊บเดียวก็ไปถึงฝั่งด้านโน้นแล้ว พอขึ้นไปเขาก็บอกว่าจะกลับมารับแม่ ฉันว่ายายไม่กล้ามาแน่เลย พอได้ยินอย่างนั้นพม่า 6-7 คนกระโดดลงในน้ำเลย เกาะห่วงยาง ข้ามมาที่แม่ ยกแม่ให้นอนพาดบนห่วงยาง ไม่ได้ลงน้ำแบบฉัน แบบไม่ให้เปียกเลย เขาก็ประคองล้อมกันมา เขาบอกให้แม่ปิดตา ไม่ต้องดูอะไร เดี๋ยวเขาจะพามาเอง
แป๊บเดียว เขาก็พามาขึ้นที่ตึก แล้วก็กลับไปรับน้องต่อ เราก็รอดทั้ง 3 คน
“เขาว่ายน้ำกันเก่ง และมีน้ำใจมากๆ เลย มีอะไรก็มาแบ่งปัน เผื่อแผ่ เขาบอกชื่อเขาหมด นั่นแหละ แต่ ฉันจำไม่ได้ เพราะชื่อเขามันเรียกยากทั้งนั้น โดยส่วนใหญ่ บรรดาเมียของพวกเขาจะพูดไทยชัดกว่า แต่ผู้ชายก็สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนใหญ่ คนกลุ่มนี้จะทำงานในตลาดสด ไปขายผัก ไปลงผัก อะไรแบบนี้ เขาก็อยู่เป็นครอบครัว มีเด็กด้วย ปกติ เราอยู่ตรงนี้ไม่มีปัญหา ไม่ว่าคนพม่า เขมร มาเช่าบ้านอยู่แถวนี้ เขาไปขายผัก ก็หิ้วผักมาฝาก เราไม่ต้องซื้อ เขาว่าป้าอยากได้อะไรบอกมาเลย ไม่ต้องซื้อนะ เดี๋ยวหิ้วมาให้ เขาเป็นคนแบ่งปันอยู่แล้ว ตอนที่ลูกสาวคนเล็กของเรายังอยู่บ้านที่นี่ ยังเคยรับจ้างเลี้ยงลูกพม่า ช่วยเหลือจุนเจือกันอยู่แบบนี้ตลอดอยู่แล้ว ส่วนใหญ่อาชีพจะรับจ้างขายผัก ตามซอยแม่เทียบ หน้าลิโด้ บางทีเขาทำงานได้เงินมากพอ อยากกลับไปอยู่บ้านที่พม่าก็มี หรือกลับไปชวนพี่ชวนน้องมาทำงาน เขาไม่เกเร เราก็โอเค เราจะไปโรงพยาบาลดึกๆดื่นๆ เรียก ให้พารถพ่วงข้างไปส่งได้เลย
“ อยู่บนตึกกับพม่า จนน้ำลดถึงเอวก็ยังฝากแม่ กับน้องไว้กับพวกเขาอยู่นะ น้องฉันก็ไม่สบาย ปกติเขาจะติดเชื้อไม่ได้ ถ้าติดเชื้อก็จะเข้ากระแสเลือดเลย ฉันก็ลงมาล้างบ้าน และก็ขึ้นกลับไปตึก เป็นอย่างนี้อยู่ 3 วัน กว่าจะหาที่นอนอะไรได้ ทางมูลนิธิกระจกเงามาแจกผ้า ผ้าห่ม ผ้านวม พอได้ใช้นอน ไปก่อน
“ตอนอยู่กับเขาก็ได้กินอยู่กับกลุ่มพม่าและเพื่อนบ้านข้างๆ ที่เป็นคนไทย ก็ช่วยเหลือกัน เขาหุงข้าวแล้วก็ส่งมาให้ ไม่ใช่เฉพาะพม่า คนไทย มีทั้งพี่น้อง ญาติๆแถวนี้เขาก็ อยู่ด้วยกัน อีกบ้านอยู่ด้วยกัน 20 กว่าคน ก็ช่วยเหลือบ้านคนที่อยู่ต่ำๆ กว่า บ้านติดกัน 2 หลังก็จุนเจือกันอยู่ ที่ให้เช่าหลังหนึ่ง อีกหลัง ก็เป็นคนไทย
ช่วงนั้นกับข้าว มีมาม่า ปลากระป๋องเป็นหลัก พอวันที่ 6-7 ข้าวสารเริ่มหมด หุงข้าว 1 หม้อ กินกับเคยเจี้ยน เห็นเคยก็ผัด เค็มๆหวานๆ แบ่งกินคนละคำสองคำ
“แม่แกก็เพลีย ไม่มีแรง เพราะว่าเป็นทั้งเบาหวาน โรคไต และหลายโรค ประจำตัว ก็ประคับประคองอาการไม่ให้เป็นอะไร บอกว่าแม่ ข้าวกินไม่ลง ก็แค่นให้กิน จนผ่านตรงนั้นมาได้ ยาของแม่ ส่วนใหญ่ลอยไป เหลือแต่ยาที่ติดตัวนั่นแหละมาช่วยประคับประคองอาการ ได้ไปโรงพยาบาลอีกที ก็เกือบเดือนหลังจากน้ำลด ใบนัดหมอ แม่เก็บใส่กระเป๋าอย่างดี ของอื่นหายหมด แต่ใบนัดหมอยังอยู่ ถึงเวลาจึงได้ไปหาหมอตามนัด
“ที่หายไปกับน้ำ ก็เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ตู้เย็น โทรทัศน์ เสื้อผ้าแทบไม่มีเหลือเลย โคลนทั้งนั้น ตู้พัง รื้อทิ้งหมด ปีอื่น ท่วมข้างล่างไม่ถึงข้างบน เรายังลงมาล้างบ้านได้ไปต่อ อย่างมาก 2-3 วัน แต่คราวนี้ น้ำอยู่ 7-8 วัน แช่น้ำ ของพังหมด เราก็ผ่านน้ำท่วมมาแล้วหลายครั้ง ไม่ตกใจเท่าครั้งนี้ เครียด ทุกอย่างรุมลงมาหมด ตอนอายุ 10-20 เราอาจมองว่าสนุก มีพ่อ มีแม่ที่แข็งแรงอยู่ มาตอนนี้เรามาเป็นหลักครอบครัวเอง เรียกว่าเจอมันทุกอย่าง
“ลูก 3 คนก็แยกกันอยู่ ลูกสาวคนเล็กเรียนอยู่โรงเรียนกีฬา นครปฐม เห็นภาพน้ำท่วมมิดหลังคาก็ร้องไห้
ที่โรงเรียน ลูกติดต่อเราไม่ได้ 5-6 วัน เขาประกาศหาในเฟซ แต่โทรศัพท์เราไม่ได้ชาร์ตแบต ลูกติดต่อเราไม่ได้ ก็ร้องไห้อยู่ที่โน่
พอเราติดต่อกลับไปได้ เธอก็ร้องอีกทีด้วยความดีใจ บอกครู บอกเพื่อนหมด ว่าแม่โทรกลับมาแล้ว พบแม่แล้ว จำได้ว่า ในวันที่ 23-24 พ.ย. โทรศัพท์ ยังใช้ได้ จริงแล้ว ก็ชาร์ตแบตสำรอง อะไรเอาไว้ พาวเวอร์แบงค์ก็ชาร์ตไว้ แต่ว่าใช้ไปมันก็หมด โชคดี ว่าพอขึ้นไปบ้านพม่า แล้วติดต่อญาติได้ เขาเอาแบตเตอรี่รถยนต์ มาให้ได้ชาร์ตโทรศัพท์ ติดต่อกับลูกได้
“พม่า ที่อยู่ด้วย เขาก็ไม่ลำบาก เพราะอยู่บนตึกสูงข้าวของไม่เสียหาย ผู้ชายที่แข็งแรงออกไปหาของบริจาคกลับมาเยอะ แล้วเขาก็เอามาแบ่งปัน มาถามเราพี่เอากาแฟไหม เอามาให้ เขามีน้ำใจค่ะ ตอนนี้ก็ยังเจอกันอยู่ แม่นั่งหน้าบ้าน ฉันเลิกงานกลับมาจากภัตตาคารเกียปิง สาย 2 เห็น เขานั่งระเบียง ก็ตะโกนถามกันอยู่ กินข้าวหรือยัง เขาก็ว่ากินแล้ว
“บรรยากาศ วันที่น้ำท่วมหนัก แถวที่ฉันอยู่น่ากลัวมาก คนจะหนีขึ้นไปบนทางรถไฟ ฝนตกหนัก ตกติดต่อกัน เขาก็นั่งตากฝนกันอยู่อย่างนั้น เราเปิดหน้าต่างบ้านก็ตะโกนคุย เพราะว่ารู้จักกัน เขาบอกว่าไม่เป็นไร พออยู่ได้ แต่พอน้ำขึ้นทางรถไฟ เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ ในวันที่น้ำขึ้นเยอะ มีตู้รถไฟ 4 โบกี้เลื่อนมา ฉันก็นั่งดูอยู่เห็นกับตา ในรถมีเจ้าหน้าที่ติดมาด้วย 3 คน ในเวลาต่อมาฟังเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่างง ว่ารถเลื่อนมาได้อย่างไร ทั้งๆที่ เป็นตู้โดยสารชั้น 3 ไม่มีหัวรถจักรลากมา เรื่องนี้ยังเป็นปริศนา บางคนก็ว่าน้ำพัดพามา แต่คนก็ว่าโบกี้หนักขนาดนั้น แล้วทางที่มา เป็นทางขึ้นไม่ใช่ทางลาดลง ชาวบ้านเขาก็เล่าว่า เป็นปาฏิหาริย์ นะ รถไปนี่มาช่วย มาจอด อยู่ตรงนั้น ถ้าน้ำแทง ก็ไปเรื่อย คนรถไฟที่ติดมากับโบกี้ 3 คนก็บอกว่า ถ้ารถไปเรื่อยๆ จนถึง อุโมงค์แถวนั้นเขาจะกระโดด เพราะตรงนั้นน้ำลึก ไหลวน เชี่ยวมาก ตรงนั้นจะมีศาลทวดงู เวลาที่เราจะขึ้นรถไฟ ที่ฉันโตมาตรงนั้น รถไฟ จะมาจอดตรงศาลทวดงู
“คนที่หนีไปอยู่บนรางรถไฟ จึงได้ขึ้นไปอยู่บนโบกี้รถไฟ รอดตายเป็น 100 คน ขบวนรถนี้มาจอดนิ่งอยู่ตรงนั้น ห่างจากบ้านฉันไม่เกิน 100 เมตร สภาพตอนที่รถเลื่อนไหลมา น้ำก็คงปริ่มๆ ข้างในตู้ แต่บนเก้าอี้นั้น ยังคงนั่งๆนอนๆ กันได้ พอน้ำลดลงมาหน่อย เขาก็ใช้ชีวิตกันอยู่บนนั้น กันเป็นสัปดาห์ คนก็มาช่วยเหลือ แล้ว ทางรถไฟจึงมาลากโบกี้กลับเข้าสถานีชุมทางหาดใหญ่ โบกี้รถไฟ ได้ช่วยชีวิตคนเอาไว้จำนวนมาก เท่าที่เรารู้คือคนแถวนั้นไม่มีใครเสียชีวิต ที่เรารู้จัก บริเวณริมทางรถไฟ คือรอดกันหมด
“ในวันนั้นยอมรับว่ากลัวมาก ๆ ตอนตัดสินใจลงไปในน้ำ กลัวความแรงของน้ำ นึกถึงลูก นึกถึงหลายอย่าง”
ยุพยงค์ หมัดโส๊ะ
Relate topics
- "สองคลองควนลัง"
- ฮีโร่ประจำซอย EP.9 : เย็บแผลหนุ่มพม่า
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.8 : เบื้องหลังทีมกู้เสาโทรศัพท์
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.7 : ขวัญใจเด็กหอ
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.6 : คนอึดนักกู้ภัย
- ฮีโร่ประจำซอย EP.5 : น้ำใจใกล้เสียงปืน
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.4 ครัวฮาลาลหมื่นกล่อง
- ฮีโร่ประจำซอย EP3 ผู้กล้าทั้ง 21 คน
- ฮีโร่ประจำซอย EP2 กาละมังสีแดง
- ฮีโร่ประจำซอย EP1 สุภาพบุรุษแกลลอน







