ฮีโร่ประจำซอย EP.9 : เย็บแผลหนุ่มพม่า
โดย ถนอม ขุนเพ็ชร์
“โชคสมาน 4 ตรงสี่แยกน้ำท่วมปีที่ผ่านมา หน้าบ้านเป็นที่รวมของน้ำหลายสาย เชี่ยวมาก แต่ความลึกก็ไม่ได้โหด ปีนี้ช่วงวันศุกร์หนึ่งทุ่มยังขับรถออกไปซื้อของแถวหาดใหญ่ใน ฝนตกหนัก แต่เข้าใจว่าคงไม่ท่วม แวะดูน้ำในคลองอู่ตะเภา เห็นว่ารับน้ำอีกได้เยอะ ไม่มีธงเตือนอะไรทั้งสิ้น บรรยากาศมันบอกว่าน่าจะมีน้ำมาเยอะเท่านั้นเอง กลับบ้าน ทำภารกิจปกติ น้ำที่ถนนเป็นน้ำใสๆน่าจะเป็นน้ำฝนระบายไม่ทัน เห็นคนยกของ ห่วงรถ ก็พาไปจอด ลานจอดรถข้างบ้าน
“อยู่กับแม่อายุ 93 ปี บ้าน 2 ชั้น แม่จะนอนข้างล่าง
เวลา 2 ทุ่มลูกชาย ซึ่งเป็นหมออยู่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.)โทรมาถามว่าแม่เป็นไงบ้าง ดูท่าจะเยอะอยู่นะ เราว่าอาจเป็นน้ำฝนมั้ง เขาบอกว่า ที่ ม.อ. ตรงถนนแถวคณะเภสัช น้ำเยอะก็จะพยายามขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ห้าทุ่มครึ่งเขามาถึงบ้าน เตรียมตัวจะนอน ในใจก็คิดว่าจะท่วมไม่ท่วมนะ จนเที่ยงคืน ได้ยินเสียงคนเริ่มโวยวาย หน้าบ้านน้ำที่ใส ๆ กลายเป็นน้ำขุ่นเป็นน้ำโคลน ไม่ปกติแล้วก็เริ่มเอาแม่ขึ้นชั้น2เริ่มขนของจำเป็น เตาแก๊ส ข้าวสาร แต่เป็นปีที่ขนของขึ้นข้างบนน้อย มั่นใจว่าถึงจะท่วมก็ไม่น่าจะเยอะ
“น้ำเข้ามาชั้นล่างระดับเอว พอสักพักเขาตัดไฟ ก็จบเรื่องการเคลื่อนย้ายของแล้วทีนี้ ทั้งลมทั้งฝนมาหนักมากเลย เทียนก็เตรียมไว้บ้าง ห้องที่นอน ก็เหลือห้องเดียว อีก 2 ห้อง เต็มไปด้วย ของที่เราขนขึ้นมาได้ เราเลี้ยงน้องหมาสามตัวก็เอาขึ้นมาไว้ตรงระเบียงหลังบ้าน ตัวเองอยู่ห้องข้างหน้าด้านติดระเบียง ด้านติดถนน น้ำขึ้นสูง ลมก็แรง ทุกปีจะท่วมอย่างไรก็แล้วแต่ บันไดจะเหลือประมาณเจ็ดขั้น ปีนี้เหลือหกขั้นแล้ว
“แบตเตอรี่ของตัวเองและลูกชาย เหลือ 10% กว่า ช่วงแบตยังใช้ได้เราก็ได้รับข้อความ จาก Cell Broadcast ยัง มั่นใจว่า อย่างไรไม่ขึ้นชั้นสอง พอเกือบตีหนึ่ง วางแผนกับลูกชายว่า โทรศัพท์ ใช้เครื่องเดียว อีกเครื่องเก็บไว้ก่อน ตอนนั้น เริ่มโทรศัพท์บอกลูกที่เชียงใหม่ และอีกคนที่ กรุงเทพ ที่เขาจะโทรกลับมาถามเป็นระยะว่าน้ำถึงไหนแล้ว พอน้ำขึ้นมาเหลือบันได 5 ขั้น มีข้อความว่าเหลืออีก 3 ชั่วโมง น้ำจะเพิ่มขึ้นสูงอีก 1.50 เมตร ลูกชาย ลงไปยืนบนบันไดขั้นที่ 5 วัดว่า 1.50 เมตร ประมาณไหน บอกว่าแม่ ขึ้นชั้น2 เถอะ ก็เครียดมากว่าทำอย่างไร ห่วงแม่ อายุ 93 ปี
“มี โทรศัพท์จากน้องที่ทำงานด้วยกัน จากหอจดหมายเหตุพุทธทาส โทรมาถามว่า สถานการณ์ เป็นอย่างไร ตัวเองพูดคำเดียวเลยว่า ช่วยพี่ด้วย อยากได้เรือมารับแม่ ตอนนี้แบตเตอรี่พี่ก็จะหมดแล้ว ช่วย ประสานที่ ม.อ.ให้หน่อย หน่วยไหนก็ได้มารับ แล้วเดี๋ยวจะส่งโลเคชั่นบ้าน ที่อยู่ไปให้ พอส่งข้อความปุ๊บ ก็ปิดการสนทนา
“ข้อความที่บอกว่าอีก 3 ชั่วโมงระดับน้ำจะเพิ่มอีก 1.50 เมตรเข้า ลูกชายก็เริ่มวางแผนว่า จะทำอย่างไรภายในเวลา 3 ชั่วโมง ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น แม่ก็ 93 สิ่งที่คว้าขึ้นไปได้คือเชือกไนลอน เราได้ประสบการณ์ จากน้ำท่วม 2 ครั้งว่าสิ่งที่ต้องมีคือเชือกไนลอน กับถังน้ำ คิดอย่างเดียวว่า ทางรอดคือหลังคา แต่ลูกชายไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาคิดว่าพวกเราต้องออกจากบ้านหลังนี้เพื่อ ไปบ้านลุง ซึ่งห่างไป ราว 100 เมตร พี่ชายมีบ้าน 3 ชั้น ตอนนั้นเขาอยู่ชั้น 3 ส่วนชั้นสองบ้านเขา น้ำเริ่มขึ้นถึงแล้ว ชั้นสองเขาจะเตี้ยกว่า ของเรา
“ลูกชายบอกว่า แม่เดินออกไประเบียงข้างหลัง อ้อมไปหลังบ้าน มีต้นไม้อยู่ 3-4 ต้น ผมจะว่ายไปก่อน แล้วเอาเชือกไปผูก กับบ้านของลุงชั้น 3 แล้วกลับมารับแม่ มืดมาก ฝนก็ยังตก เขาบอกว่าเดี๋ยวจะให้ยายเกาะหลังผม ยายไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วผมกลับมารับแม่ ตัวเองพูดขึ้นมาคำหนึ่งว่า พอไปถึงบ้านลุงแล้ว เราจะโหนตัวขึ้นไปบนชั้น 3 อย่างไร จะเอาแรงที่ไหนโหน ถ้าเราหลุดออกไปจากบ้าน พบกระแสน้ำเชี่ยวมากจะทำอย่างไร ก็เลยบอกว่าไม่ได้
“กลับมา ดูน้ำที่บันได เหลือ 3 ขั้นลูกสาว ที่กทม. โทรมาถาม
เราอยู่ในความมืด มีเทียน เล่มเดียว ที่ใช้ส่อง
พอเหลือบันไดแค่ 3 ขั้นก็เครียดอีกแล้ว ลูกชายก็บอกว่าแม่ มามองประตูที่ด้านหน้า ซึ่งอยู่ใกล้กับสี่แยก เห็นน้ำเชี่ยว เขาบอกว่าแม่ ออกมานอกระเบียง มีหลังคาโรงรถ แม่เหยียบหลังคาโรงรถ แล้วไต่ไปบ้านลุงก็น่าจะเหลือ 50เมตร นิดเดียวก็ถึง ก็บอกลูกเหมือนเดิม เราโหนตัวไม่ได้ พูดคำหนึ่งว่า เราไม่ต้องคิดที่จะออกจากบ้าน ออกไปแล้วตาย เขาหาศพเรายาก ตอนนั้นคิดแว๊บเดียวคือตาย แต่จะตายอย่างไรให้หาศพเราเจอ เห็นลูกชายกัดคอเสื้อเขาตลอดก็ถามว่าเป็นอะไร กัดคอเสื้อ เขาบอกว่าเขาเครียดมาก สิ่งที่บอก ลูกตั้งสติดีๆไม่ต้องกลัว เราต้องรอด แม้ไม่รู้ว่าจะรอดยังไง ปกติลูกเขาว่ายน้ำได้ เขาแข็งแรง
“ตอนที่บันไดเหลือ 5 ขั้น ตัวเองออกไปรองน้ำฝน เห็นหนุ่มพม่าคนหนึ่ง กระโดดจากหลังคาตรงข้าม ทแยงจากบ้านเรา พยายามจะว่ายน้ำ ไปบ้านตัวเองซึ่งต้องผ่านหน้าบ้านเรา ห่างจากหน้าบ้านไปราว 3 หลัง พอเขาว่าย มาปุ๊บ หันไปเห็นแล้ว ยังตะโกนบอกว่าระวังนะว่ายดีๆ เขาว่ายจนมากอดเสาไฟฟ้าที่หน้าบ้าน แล้วก็ยกเท้าขึ้นมาดู ปรากฏว่า ตรงข้อเท้าเหมือนจะขาด เลือดไหลซ่ก ตะโกนบอกว่าช่วยผมด้วย ๆ ตัวเองตะโกนเรียกลูกชาย บอกว่ามาช่วยแม่ตรงนี้ก่อนเร็ว เอาเชือกมาด้วย บอกพ่อหนุ่มพม่าคนนั้นว่า ประเดี๋ยวนะ จะเอาเชือกโยนลงไป ลูกชายก็บอกว่า ว่ายมาเลย ระยะนิดเดียวจากเสาไฟฟ้า มาถึงระเบียงบ้าน แต่ตอนนั้นความสูงของระดับน้ำยังไม่เสมอระเบียง
“ไอ้หนุ่มพม่าต้องจับเชือก แล้วเราสองคนแม่ลูกต้องดึงตัวเขาขึ้นมา ปรากฏว่าดึงครั้งแรกไม่ไหว บอกว่าดึงใหม่ บอกลูกว่าเดี๋ยวพอพม่าจับเชือกแล้วโหนดึงมานิดหนึ่ง ให้เอาแขนของลูกชายนี้สอดใต้จั๊กแร้เขาข้างหนึ่ง เราก็สอดแขนเข้าอีกข้างหนึ่ง ก็ดึงเขาขึ้นมาได้ พอขึ้นมาปุ๊บ ตรงข้อเท้าเลือดเหมือนเปิดน้ำก๊อก ไหลพุ่ง ลูกชายบอกว่า หาเสื้อยืดมาซับ ตอนนั้นหัวสมองบอกว่าต้องช่วยเขาให้ได้ รีบวิ่งไปหาเสื้อยืด เผอิญหันไปเห็น ผ้าอนามัยที่ซื้อไว้ ก็หยิบมาด้วย ลูกบอกว่าเอาถุงมือมาด้วย โชคดีเพิ่งจะสั่งถุงมือชนิดที่ยาวถึงข้อมือ จากเพจหนึ่ง จะเอาไว้สำหรับทำงานในบ้าน เหมือนกับทุกอย่างมันมีพร้อมที่สำหรับช่วยคนนี้ ลูกบอกว่าแม่ห้ามเข้ามาดูเลือดนะ ให้อยู่ห่างๆ ลูกใส่ถุงมือแล้วเราก็ออกมาอยู่ห่าง ๆ
“พม่าคนนี้ เราไม่เคยเจอกัน พูดไทยได้บ้าง ลูกถามเขาว่าเล่นยาหรือเปล่า เขาบอกชื่อ แล้วให้ช่วยบอกเพื่อนของเขา ให้มาช่วยเขาด้วย เราตะโกนชื่อ ตามที่พม่าบอก ทุกคนที่ได้ยินก็เริ่มช่วยกันตะโกนบอกต่อ จนเพื่อนเขาสามคน รับรู้ว่าคนเจ็บอยู่บ้านหลังนี้ แต่ก็ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าเพื่อนเขาจะมาถึง
“ตอนลูกชายช่วยเขา เริ่มจากเอาถุงมือมาใส่ เราก็เห็น หนุ่มพม่าสะท้าน อาจจะหนาว เพราะแช่น้ำมาด้วย ลูกชายบอกว่าเอาเสื้อยืดอีกตัวให้เขาใส่ เราก็ไปต้มน้ำ เพราะเขาจะได้กินน้ำอุ่น คลายหนาว ลูกชายถามว่ามีเข็มกับด้ายไหม อยากจะเย็บ ปล่อยไว้คงไม่ได้ เราให้ความเห็นว่าเขาคงทนเจ็บไม่ได้ เท่าที่เป็นอยู่ก็เห็นเขาเจ็บแทบขาดใจแล้ว ลูกบอกว่าแม่ไปเอายาแก้ปวดมา เขาเห็นว่ายาแก้อักเสบก็มี ตอนที่ขนของขึ้นมาจากชั้นล่าง เราหันไปเห็น ตะกร้าที่เก็บยาหลักๆ พวกพลาสเตอร์ยา เพราะเห็นว่า มันอาจต้องใช้ก็เลยคว้ามา อันนี้ถือว่าเป็นความโชคดีของหนุ่มพม่า ลูกชายขออะไรจึงมีหมด หลังจากต้มน้ำ กินยา พอจะใช้ผ้าก็อต ก็มี พร้อม
“เสร็จปุ๊บได้ยินเสียงคนว่ายน้ำมาด้านหลัง เสียงหมาของเรามันเห่า ก็ตะโกนไปตามความมืดว่ามาช่วยเพื่อนใช่ไหม ทางนั้นก็ตอบรับ บอกว่าให้ว่ายเขามาตรงนี้เลย จะเอาแสงเทียนส่องให้ พวกเขาก็ปีนเชือกขึ้นมา คราวนี้ต้องมาคิดอีกว่าจะเอาเขาไปอย่างไร เพราะจะต้องเอาคนเจ็บ ว่ายลุยน้ำไป แผลแช่น้ำ ลูกชายบอกว่าอย่างไรก็คงต้องให้เขาไปกับเพื่อน น้ำเชี่ยวมาก เราก็หาของที่จะะช่วยให้ลอยน้ำได้ทุกอย่างมาให้เขา ตอนที่เอาตัวลงไป ก็บอกเขาว่าไม่ต้องกลัว ยังไงต้องรอด ไม่ตาย เขายกมือไหว้ แล้วพูดว่าขอบคุณแม่มาก ลูกชายก็ให้ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ แล้วบอกว่ากินเลย พยายามฟังว่ามีเรือเข้ามาหรือเปล่า จะได้หาทางไปพบหมอก่อน
“เขาไป เราก็มานอนนึกว่า จะรอดไม่รอด ลูกชายก็บอกว่าเขาไม่น่าจะรอด เพราะติดเชื้อ เอ็นข้อเท้าก็ขาด (เกิดจากกระโดดจากหลังคา ลงบนรั้วสังกะสี ) เส้นเลือดใหญ่ไม่ขาด แต่เอ็นขาดแน่ๆ คืนนั้น ได้ยินแต่เสียงโหยหวน เขาร้องเพราะเจ็บ เราก็นอนฟัง ในความเงียบ ลุ้นกับน้ำที่กำลังขึ้นมาถึงชั้นสองด้วย
ท่ามกลางเสียง ช่วยด้วยๆ ก็รู้สึกว่าเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตเหลือน้อยมาก
“ถามตัวเองว่ามาอยู่ท่ามกลางอะไร มันคือการร้องขอชีวิต และการร้องขอ นั้นเป็นอารมณ์ความรู้สึกว่า อาจต้องตายเหมือนเราตอนนี้ไหม พี่นอนกับลูก จับมือกันแน่นเลย ลูกว่าจะไปกันอย่างไร แบตเตอรี่โทรศัพท์ เหลือประมาณ 5 % ก็บอกว่า เก็บไว้ สำหรับโทรหาลูกสาวคนโตที่ กทม. เพราะเขาถามตลอดว่าน้ำขึ้นมาเหลือกี่ขั้นแล้ว
“ปรากฏว่าสักพักน้ำก็ขึ้นมาถึงชั้น 2 ก็คิดว่าจะเอายายของเขาหนีน้ำอย่างไร เราก็บอกว่าลูกว่ามองเห็นเพดานไหม มันยากแสนสาหัส กว่าที่พวกเราเจะเพดานขึ้นไปนั่งบนนั้นทั้งสามคน ตี 3 น้ำขึ้นมาเสมอพื้นชั้น 2 ถ้าฝนเทมาอีก ก็จบ น้ำขึ้นถึงเพดาน เราคงตายอยู่ชั้นบน เปิดประตู ออกไปยืนระเบียงข้างหน้า น้ำขึ้นมาเสมอระเบียง ตะโกนเรียกพี่ชาย บอกว่า เรา แม่ ลูกชายอยู่บนฝ้าเพดาน ถ้าจะหาศพ ก็อยู่ตรงโน้น ไม่คาดหวังว่าจะมีเรือเข้าไม่หวังว่าใครจะมาช่วย คิดเพียงว่า ตายอย่างไรให้คนเจอศพ แค่นี้เอง บอกลูกว่าจะขึ้นเพดาน ลูกก็บอกว่าให้เก็บของมีค่าอย่าให้ลอยไปกับน้ำ ไม่ใช่หวง แต่คิดว่า ส่วนนี้แหละ ที่จะใช้สำหรับจัดงานศพเราสามคน มันเป็นแผนที่เข้ามาเป็นขั้นตอน มันก็คงต้องเลือกสักอย่างเพื่อความอยู่รอด เราก็คิดว่าถ้าน้ำขึ้นมา ต้องขึ้นหลังคาเป็นสเตปต่อไป
“ลงมาจากเพดาน สิบเอ็ดโมง ลงมาอยู่ชั้น 2 ก็กินเท่าที่มี ข้าวต้มบ้าง น้ำปลา เราก็อยากทำให้แม่รู้สึกว่าเป็นบรรยากาศที่ไม่เครียด เปลี่ยนบรรยากาศกินข้าว ตรงระเบียงเริ่มแห้งแล้ว เอาโต๊ะเล็กๆ มาวางระเบียงบอกว่าแม่กินข้าว ริมน้ำกันนะ เราก็อยากให้แกเห็นเพื่อนบ้าง แกจะได้อุ่นใจ มองออกไปก็เหมือนทะเลเลย มาคิดว่า ถ้าน้ำมันจม ขึ้นมาระดับ มิดประตู สมมติว่า ในเฮือกสุดท้ายคิดอยากหนีขึ้นมาจะออกไปอย่างไร พอเราปลอดภัย ทุกคนก็บอกว่าดีมาก ที่ตัดสินใจอยู่ในบ้าน ถ้าออกไปพบกับสภาพน้ำเชี่ยว ออกมาก็คือตาย เข้าใจความรู้สึกคนที่จะตาย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวถ้าตัวเองมีบุญ มีโอกาสทำความดีต่อในชีวิต ก็ขอให้รอด แต่ถ้าไม่มีบุญได้ทำความดีก็ตายเถอะ
“วันที่น้ำลดแล้ว เราล้างบ้านกัน คิดว่าหนุ่มพม่าคนนั้นคงตาย แล้วปรากฎว่าเขาเดินลากขา ใส่กางเกงยีนส์ ใส่เสื้ออย่างดี สวมหมวก เรียกเราว่า แม่ๆ จำผมได้ไหม ที่แม่ช่วยไว้ เราก็เห็นเขาเดินลากขา รู้สึกดีใจจังเลย กำลังนึกอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขารอดนะ แต่เขาบอกว่าหมอเย็บไม่ได้แล้ว แผลเหวอะอยู่หลายวัน แสดงว่า กว่าที่เรือจะมารับเขาไปหลายวัน แต่ถือว่าโชคดีที่รอดมาได้ เขาก็ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก สำหรับลูกชายเองก็ดีใจ ที่รู้ว่า เขายังมีชีวิตอยู่รอด”
อัญชลี ทองคง
Relate topics
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.8 : เบื้องหลังทีมกู้เสาโทรศัพท์
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.7 : ขวัญใจเด็กหอ
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.6 : คนอึดนักกู้ภัย
- ฮีโร่ประจำซอย EP.5 : น้ำใจใกล้เสียงปืน
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.4 ครัวฮาลาลหมื่นกล่อง
- ฮีโร่ประจำซอย EP3 ผู้กล้าทั้ง 21 คน
- ฮีโร่ประจำซอย EP2 กาละมังสีแดง
- ฮีโร่ประจำซอย EP1 สุภาพบุรุษแกลลอน
- "น้ำใจจากเมืองกรุง"
- ขอบคุณความช่วยเหลือจากขอนแก่น


