ฮีโร่ประจำซอย Ep.6 : คนอึดนักกู้ภัย
โดย ถนอม ขุนเพ็ชร์
“21 พ.ย.68 ฝนตกหนัก ผมไปรับแม่ยายที่สตูล ขากลับแถวห้วยโอนเห็นน้ำขึ้นแล้ว กลางคืนไปส่งศพเสร็จเกือบสี่ทุ่ม ผมเป็นอาสาสมัครมูลนิธิคนช่วยฅนในเครือข่ายของจุฬาราชมนตรี งานมีหลายบทบาทอย่างเหตุพลุระเบิดที่ ต.มูโนะ นราธิวาส เราก็ได้ไปช่วยซ่อมสร้างไปเกือบ 200 หลัง สำหรับผมเป็นหัวหน้าทีมแผนกจัดการศพ งานผมไม่ได้มีค่าตอบแทน
“คืนวันศุกร์ ช่วยจัดการศพที่บ้านหาร ร่วมกับทีมอีก 3 คน ฝนตกตลอด เมียซึ่งอยู่ที่บ้านในชุมชนควนสันติ โทรมาบอกว่า บัง น้ำขึ้นมามากแล้ว คลอง ร. 1 ซึ่งไม่ไกลจากบ้าน เหลือจะล้นตลิ่งประมาณ 2 เมตร ผมกลับมาบ้าน ขนสินค้า เพราะเราค้าขายอยู่ เอาของขึ้นรถตู้ทึบ ย้ายรถเสร็จเกือบตีสอง น้ำในคลอง ร.1 เหลือระยะจะถึงตลิ่งแค่เมตรกว่า ผมนอนหลับตื่นหกโมงครึ่งเช้าวันเสาร์ เพื่อนมาบอกว่าน้ำท่วมแล้วถนนหน้าบ้านสูงราวศอก แล้วก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เราขนของ พวกโซฟา อะไรอย่างนี้ ขึ้นที่สูง คิดว่าคงเหมือนปีก่อน
“ทางมูลนิธิคนช่วยฅน มีเรือกู้ภัยอยู่ลำหนึ่ง เคยไปช่วยน้ำท่วม ทางปัตตานี ยะลา ไปแจกเสบียง ไปซ่อมบ้าน วันนั้นนั้น อาจารย์อิสม่าแอน หมัดอาด้ำ ประธานมูลนิธิคนช่วยฅนโทรมาหา พร้อมกับพานักข่าวมาคือ ฐาปนีย์ เอียดศรีไชย กับ ส.ส.กัณฯ มาสำรวจพื้นที่ตรงนี้ก็พาเรือ ซึ่งเป็นเรือไฟเบอร์ ท้องแบน มีเครื่องยนต์ ของมูลนิธิมาสำรวจ พร้อม เสบียง ผมพาไปหลายแห่งเสร็จก็เกือบค่ำ น้ำบนถนนระดับอกไปส่งท่านประธานกับนักข่าวหน้าปากซอย ส่วนเรือยังอยู่เพราะมีเสบียงมาเพิ่ม เป็นอาหารกล่อง ผมเอาเรือออกแจกข้าวชาวบ้าน ท่ามกลางสายฝน จนถึงสองทุ่มกว่า
“วันอาทิตย์น้ำลดลงนิดหนึ่ง คิดว่าคงไม่เป็นไรแล้ว เรือก็จอดอยู่หน้าบ้านผม การใช้เรือ ผมก็เคยไปฝึกในเขื่อนแห่งหนึ่ง ที่รูสะมิแล ปัตตานี กับหลายหน่วยงาน ฝึกการขับเรือ จำลองคนตกน้ำ การดึงคนขึ้นมา การว่ายน้ำ ช่วยประคองคน นั่นก่อนน้ำท่วม 4-5 เดือน มีการฝึกคนราว 60 คน ทีมจากหาดใหญ่ 12 คน ที่อยู่แถวควนสันติมี 5 คน ปรากฎว่าน้ำเริ่มขึ้นอีก ผม ยังเอาเรือออกแจกเสบียง พอน้ำมาเร็ว และระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มอพยพ คนป่วย คนแก่ เด็ก หรือใครไม่สามารถอยู่ในบ้านชั้น 1 ได้แล้วพามาอยู่ที่โรงเรียนธรรมศึกษามูลนิธิ ซึ่งอยู่กลางชุมชน อีกจุดคือหน้าบ้าน อาจารย์ซากี พิทักษ์คุมพล หลังมัสยิด
“การขนย้ายเริ่มต้น ออกจากบ้านแต่เช้าผมก็ไปที่ศูนย์อพยพของชุมชน วางแผนเข้าทุกซอย เราไปกัน 3-4 คน สลับกันในทีมงาน
ทีนี้รู้เลยว่าเหตุการณ์ที่ซ้อมมากับเหตุการณ์จริง มันต่างกันหน้ามือหลังมือเลย ของจริง น้ำทั้งเชี่ยว ทั้งหมุน บังคับเรือยาก สรุปว่าผมขับคนเดียว ทีมงานที่ไปฝึกด้วยกัน ไม่กล้าขับ ผมบอกว่าถ้าไม่กล้า ไม่มั่นใจก็อย่าขับ ผมเองพื้นเพคนเกาะปูยูสตูล มีประสบการณ์ทางทะเล ตกปลา วางอวน ถึงมาอยู่หาดใหญ่นาน พื้นฐานก็ยังพอมี วันนั้นงัดออกมาใช้ทั้งหมด เรียนรู้ไปด้วย บังคับเรือไปด้วย แต่เรือลำนี้ ก็โอเคนะ เพราะว่า ประธานมูลนิธิ ซื้อเรือลำนี้ มาเพื่อการกู้ภัย ช่วยเหลือคนน้ำท่วม แต่สำคัญอยู่ที่คนบังคับเรือ
“ปกติเรือลำนี้ จะจอดอยู่ที่ สำนักงานมูลนิธิคนช่วยฅนที่ท่าแซ หรือไม่ก็ที่ปริก บ้านของประธาน แต่ในวันนั้น มาอยู่ที่นี่พอดี ตอนเริ่มวิกฤต ประธานโทรมาแล้ว แต่ว่าสัญญาณไม่ดี คุยกันไม่รู้เรื่อง ผมว่าประธานก็คงต้องการเรือ เพราะแกก็คงต้องการไปอีกหลายจุด แต่ว่า ในหมู่บ้านเรา มีเรืออยู่ลำเดียว หน่วยงานอื่นเข้ามาไม่ถึง ผมก็คิดว่า แกคงเข้าใจ ผมก็เลยออกรับคนตลอดแทบไม่ได้หยุดเลย ตั้งแต่อาทิตย์น้ำขึ้น จนวันอังคาร เช้าเจ็ดโมงก็ออกแล้ว แทบไม่ได้นอน
“หนักจริงในตี 1 ครึ่ง คืนวันจันทร์ ผมยืนดูน้ำอยู่หน้าระเบียง ก่อนหน้านั้นผมตระเวน อพยพในบ้านชั้นเดียว ออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว แม้บางคนยังอยากอยู่เราก็พาออก มีอยู่หลังหนึ่ง เป็นบ้านชั้นเดียว ปกติไม่ค่อยสุงสิงกับใครเลย แม่ม่ายอยู่กับลูก เราไปบอกว่าให้ออกมา เขาบอกว่า ไม่เป็นไร อยู่ได้ ผมบอกว่าไม่ได้ ต้องออกมา ยืนยันไม่ออกท่าเดียว พอผมเข้าไป เห็นผู้หญิงยืน ร้องไห้อยู่หน้าบ้าน น้ำขึ้นถึงระดับอกเธอแล้ว ผมถามว่าลูกอยู่ไหน เธอบอกว่าอยู่ในบ้าน เห็นเธอร้องใจผมก็คิดว่า เด็กเป็นอะไรหรือเปล่า เด็กชายอายุราว 10 กว่าปี เธอร้องนี่เด็กตายหรือเปล่า
“พอเรือจอดผมกระโดดลง แล้วดำน้ำเข้าไปในบ้าน ดำเข้าไปทางขอบประตู ก็พบว่า ลูกเขานอนอยู่บนโต๊ะ เอาโต๊ะมาต่อกันหลายชั้น ซึ่งสุดท้ายจะเป็นโต๊ะญี่ปุ่น ลูกชายของเธอนอนคู้อยู่บนโต๊ะญี่ปุ่นอยู่เกือบชนเพดานแล้ว แมวสิบกว่าตัวก็อยู่บนลูกเขานั่นแหละ ปลายเท้า แม่ของเขาก็เปิดแก๊สปิกนิกเอาไว้เพื่อ เอาไออุ่น เป็นภาพหดหู่ ผมร้องไห้ รู้สึกหลายอารมณ์เลย ผมนึกทำไมคุณไม่ออกมาตั้งแต่แรก คุณไม่สุงสิงใครไม่ว่า แต่ดูเหตุการณ์ด้วย เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่า ถ้าเขาไม่อยากมาก็ช่างเขา ผมบอกว่าไม่ได้ รบกับใครอย่างไร แต่ต้องเอาออกมา ผมอุ้มเด็กขึ้นเรือ แม่เขายืนดู ร้องกรี๊ด บอกว่าต้องเอาแมว ผมตะคอกบอกว่าหยุด ตั้งสติ อยู่เฉยๆ จัดการเอง
“ลูกของเขา ถูกเลี้ยงอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้เรียน ไม่มีเพื่อน ซึ่งก็แปลกมาก นั่นผมจึงว่า ไม่ง่ายจะคุย ต้องเอาคนปรับทัศนคติใหม่ไปคุย เพราะหมู่บ้านเราอยู่อย่างช่วยเหลือกัน แต่ว่าเขาไม่เอาใคร พอช่วยลูก แม่เขาร้องกรี๊ดจะเอาแมว ทีมงานบอกว่า ไม่ต้องเอาแมวมา ก็เปิดฝ้าเพดานแล้ว โยนแมว สิบกว่าตัว ขึ้นไปบนนั้น เอาเด็กออกมาก่อน ตอนนั้นผมร้องไห้ รู้สึกเวทนา กับสภาพที่เห็น พาเธอไปส่งที่ศูนย์อพยพของชุมชนเรา แล้วก็ออกมาใหม่ เป่านกหวีดไปทั่วทั้งซอย
“บ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านชั้นเดียว เขาคิดว่าไม่น่าจะท่วมเยอะก็นอนอยู่บนโต๊ะเหมือนกัน เราก็ปีนกำแพงเข้าไป ว่ายน้ำ ดึงเขามาขึ้นเรือ วนกลับมาส่ง แล้วออกไปใหม่ เป็นอยู่อย่างนั้น
“วันอังคารน้ำเพิ่มระดับขึ้นอีก เราเคลียร์บ้านชั้นหนึ่งหมดแล้ว เหลือแต่บ้านชั้น 2 ที่ยังไม่ยอมออก ตกกลางคืน ราวตีสอง ที่บ้านผมเองเตรียมกระเป๋าไว้แล้ว ก็มารับเมียไป ชั้นสองบ้านผม กลายเป็นหน้าท่า สำหรับจอดเรือแล้วตอนนั้น ผมผูกเรือ เอาไว้หน้าบ้านชั้น 2 ซึ่งน้ำมิดกันสาด รับคนในครอบครัวแล้วแวะรับอีกบ้านแล้วก็ออก กลางคืนผมใช้ไฟคาดหัว กับไฟฉาย 3-4 กระบอกที่มี ได้เอาออกมาใช้ทั้งหมด
“ความเสี่ยงของพื้นที่นี้ อยู่ใกล้คลอง ร.1 เมื่อคลอง ร.1 ล้น จะเป็นกระแสน้ำไหลบ่าเข้ามายังชุมชนของเรา มาแบบหน้ากระดาน ไหลเชี่ยวมาก ตรงไหนมีบ้านบังจะลดแรงลงไป ส่วนใหญ่ ผมจะใช้ถนนเส้นหลักหน้าบ้านผม ลำเลียงคน ไปศูนย์อพยพ ซึ่งเป็นอาคารสีชมพู ของโรงเรียนธรรมศึกษามูลนิธิ พอเรือออกจากซอยย่อย ไปซอยหลัก น้ำจะพัดเรือบังคับยากมาก ต้องวางแผนอย่างมาก ลำบากเมื่อขับเรือ ยิ่งบรรทุกคนไปด้วย กลัวเรือล่มนะ แต่ว่าเรือเขาออกแบบมาเป็นทรงกว้าง ล่มยาก อยู่ที่การบังคับ บรรทุกคนได้ 8 คน ต่อเที่ยว ซึ่งต้องวางแผนเส้นทางตลอด
“ตอนไปฝีกกู้ภัย กับสถานการณ์จริงคนละเรื่องเลย ของจริงผมกลัวเลย ตอนฝึกเขาให้ขับเรือผ่านประตูเขื่อนระบายน้ำที่รูสะมิแล เขาเปิดประตูระบายน้ำยกขึ้น ให้น้ำไหล ส่วนของจริงหน้างาน น้ำม้วนอยู่ข้างล่าง จึงไม่มีใครกล้าขับ เรือนี้จะมีเสาไฟสปอร์ตไลท์ และ ไซเรน มีปัญหาว่า มีคืนหนึ่งไปทีมงาน กำลังขนคน เสาไปติดสายไฟ เพราะน้ำมาแรง มือหนึ่งของผมบังคับเรือ ให้หัวเรือแทงทวนน้ำ อีกมือต้องช่วยดึงสายไฟออกกับพี่ที่ไปด้วย เร่งเครื่อง ตอนนั้นน่ากลัวมาก แม่ยายผมเกือบจะร้องไห้ น้ำเชี่ยวมากเหมือนในหนังเลย พอเรือแทงเข้าอีกฝั่งได้ โล่งอก เพื่อนบ้านแถวนั้นโบกไฟขอความช่วยเหลือ ผมบอกว่า จะกลับมารับ
“ส่งคนแล้ว ทีนี้ผมกลับมาคนเดียว ตีสองกว่า ขับเรือมากลางสายฝน มีคนรอจะออกจากบ้านอยู่ ผ่านอพาร์เมนท์สีเทานึกขึ้นได้ว่า ถ้าไม่เอาเสาที่ติดสายไฟลง ก็จะมีปัญหาอีก ก็เลยเลี้ยวกลับไปจอดที่เสาไฟฟ้า นั่งขันน๊อตพับเสาลง คนเดียวก็ต้องไป เพราะคนเขารออยู่ ออกมาถึงปากซอย ได้ยินคนตะโกนเรียก บังอาด เสียงดัง ดีใจได้มีเพื่อนช่วยแล้ว เลี้ยวหัวกลับ เพื่อนบ้านที่อยู่ข้างใน บอกว่าจะไปช่วย เราก็ดีใจ มี เราก็จะไปช่วยลูกแกด้วย
“อีกหลังไปรับทางหลังบ้าน น้ำไม่เชี่ยว แต่ถ้าออกไปสุด เลี้ยวซ้าย น้ำเชี่ยว เป็นทางน้ำ มีอยู่ 2 หลัง ที่ออกหลังบ้านไม่ได้ ก็ต้องไปออกหน้าบ้าน กว่าจะเทียบเรือได้ คลื่นตี หันหัวกลับ ต้องสู้คลื่นไปเรื่อยๆ ย้ายรายนี้เสร็จต้องไปอีกซอย ไปรับมา เจอรังมดแดงบนต้นมะม่วง ทีนี้เต็มเรือเลยครับมดทั้งนั้น คืนนั้นเสร็จงาน ตีห้าครึ่ง หัวรุ่งแล้ว ลูกเมียได้ไปอยู่รวมกับศูนย์อพยพของชุมชน ก็ไม่ได้เจอกันเลย เดินหาก็ไม่พบ ผมขึ้นไปนอนชั้น 3 คนที่เราไปช่วยนั่นแหละ ชงกาแฟมาให้ ตาของผมจะปิดอยู่แล้ว เลยนอนทั้งเปียกนั่นแหละ ไม่รู้ว่าใครเอาผ้าห่มมาห่มให้
“เกือบเจ็ดโมงผมตื่น คนตะโกนเรียก มีคนโบกมือ 8 คนอยู่บนหลังคา ตะโกนว่าช่วยด้วย ผมตาจะปิดอยู่แล้ว เรียกเพื่อนที่ฝึกกู้ภัยด้วยกันว่าจะขอกินข้าวสักหน่อย แล้วไปช่วยบ้านนั้นกัน เสร็จแล้วจะขอพัก เพราะเบลอหมดแล้ว กินข้าวได้ไม่กี่คำ เพราะกินไม่ค่อยลง เพื่อนชงกาแฟมาให้ พอกินเสร็จ ออกเลย กะว่าเคสเดียวจะขอพัก กลายเป็นยาวถึงกลางคืน พอออกไป คนนั้นก็ของความช่วยเหลือ ก็ต้องบอกว่า เดี๋ยวกลับมา สงสารเขา แล้วก็เป็นอยู่อย่างนั้นตลอด
“มันจะมีบ้านอีกหลังที่ถัดออกไปอีกซอย บ้านชั้นครึ่งอยู่ริมคลอง เราไปย้ายผู้ป่วยติดเตียงเส้นเลือกแตก รอบไปเซอร์เวย์ เขาบอกว่าไม่ออก เราก็บอกว่า หากน้ำขึ้นสูงเราคงไม่ได้มาแล้วนะ อยู่ต่อก็อันตรายแน่ ผมบอกว่าที่บ้านผมมีบอร์ดผู้ป่วยกับสายเบล (สายรัด) เลยกลับมาเอา แต่มันจมน้ำ ผมก็ต้องเปิดประตู มุดช่อง แล้วดำน้ำไปเอาออกมา ไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วยสำหรับการดำน้ำ มืดสนิทเลย อันตรายมา ไฟฉายที่ซื้อมาแล้วเมียบ่นเพราะราคาแพง อันนั้นมันกันน้ำ ใช้ได้เลย มุดเข้าบ้าน เพราะบ้านผมปิดหมดเลย กลัวตะขาบ แมงป่องมาอยู่ แต่ต้องเสี่ยง เพราะอย่างนั้นแผลผมทั้งตัวเลย นี่ก็เพิ่งหาย
“ดำน้ำเข้าบ้านตัวเอง มืดและลึก เราก็พอจำตำแหน่งของที่วางว่าอยู่ตรงไหน แต่ของก็เกะกะหลายอย่าง ก็ต้องมุดดำหลายรอบ จนกว่าจะเอาบอร์ดออกมา ปิดประตูบ้าน ขึ้นเรือ กลับไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงเคสนั้น ขั้นตอนการพาออกมายากลำบากก็ ช่วยกับเพื่อน ผมเองก็ไม้รู้โดนอะไรใต้น้ำ จนเกิดแผลที่เท้า ระหว่างออกมา มีกองต้นหญ้า กล้วย ผักตบลอยมาเป็นแพ ขวางทางต้องเลี้ยวไปหาทางใหม่
“ส่งคนป่วยติดเตียง ออกมาก็พบ คนที่อยู่บนหลังคาโบกธง เราก็บอกว่าเดี๋ยวจะกลับมา ต้องไปเก็บตรงอื่นก่อน เราไปพบบ้านหนึ่งไม่ยอมออกจากบ้าน แต่ขอข้าวกิน เพราะว่า 2 วันแล้วที่ไม่ได้กินข้าว มี 13 คน เป็นคนพุทธ เราจำไว้ว่ามี 13 คน ไปต่อก็มีคนขอข้าวอีก ก็จำเอาไว้ กลับมาแจ้งทางฝั่งที่ช่วยหาข้าว ประสานเสร็จไปทำงานต่อ พอกลับมารับข้าวไปแจก ใน 13 คน เราแบ่งให้เขาได้แค่ 8 กล่อง น้ำคนละขวด ไม่สามารถทั่วถึงแน่นอน เพราะบริเวณกว้าง
“คนที่เราช่วย ส่วนมากแค่เคยเห็นหน้า ปกติผมเองไม่ค่อยรู้จักใคร เพราะทำงานแล้วก็กลับเข้าบ้าน ร้านน้ำขาก็ไม่ได้นั่ง หลายคนก็เพิ่งรู้ว่าผมทำงานมูลนิธิ วันนั้นเขาก็รู้จักเราแค่คนขับเรือ ตอนนี้คนอาจรู้จักบ้าง แต่ผมก็อยู่เหมือนเดิม ไม่ค่อยสุงสิงกับใครสักเท่าไร บางทีเขาก็เรียกไปให้น้ำฟรี แต่เขาให้แก้วหนึ่ง ผมก็จะซื้อแก้วหนึ่งเสมอ ผมเข้าใจดี หลังน้ำท่วมทุกคนก็หมดตัวเหมือนกัน
“ที่ศูนย์อพยพแออัด มีปัญหา ห้องน้ำไม่เพียงพอ ผมพาเมีย ลูก และแม่ยาย ไปศูนย์อพยพคืนเดียว พอน้ำลดลงนิดหนึ่ง ก็กลับมาบ้านอยู่ชั้นสอง ตักเอาน้ำท่วมมาล้างจานชาม แล้วเอาน้ำดีมาราดซ้ำ หุงข้าวด้วยแก๊สปิกนิก บ้านผมใช้น้ำบาดาล แต่ไม่มีไฟฟ้าก็ใช้ไม่ได้ ในคืนที่ยังออกไปช่วยคน ถ้าฝนตก ผมจะไปนั่งหลังระเบียงบ้าน มีท่อน้ำฝน เอาน้ำนั้นมาอาบ ถ้าฝนไม่ตก ผมใช่น้ำขวด(ขนาด10บาททั่วไป) 3ขวดอาบน้ำ ผมเคยอยู่ในสถานที่ ซึ่งไม่มีน้ำ ลำบากมาก่อน ก็ใช้วิธีนี้ ขวดแรกรดตัว ลูบให้ทั่ว แล้วถูสบู่ ขวดที่ 2 ล้างลูบตัว และขวดที่ 3 ล้างให้หมด ผมก็สอนลูกให้ทำแบบเดียวกัน ตัวเราเองลำบากมาก่อน รับได้ทุกสภาพ มีอะไรกินอันนั้น อยู่ในที่มืด เงียบสงัด ก็ดีจะได้พบความสงบบ้าง อยู่แบบโบราณไปเลย มีวิธีคิดหลายแบบ ที่ไม่ให้เครียด คิดแบบปลง
“ด้วยเรือลำนี้ ผมก็ช่วยคนมาเป็น 100 คน ผมเองไม่ได้นับและจำไม่ได้ด้วยว่าใครอยู่ตรงไหน หน้าตาอย่างไร ผมก็ใช้ชีวิตแบบของผม ถ้าไม่ช่วยเก็บศพให้มูลนิธิ ก็ทำงานของตัวเอง พบเพื่อนก็ทัก หลังน้ำลดแล้วก็ไม่อยากให้ตัวเองเป็นจุดเด่นอะไร บางคนรู้จัก บางคนก็ไม่รู้จัก ผมชอบคนที่จำหน้าผมไม่ได้มากกว่า เพราะเราไม่ต้องมีอะไรกัน การที่เราทำไปก็ไม่ได้หวังอะไร แต่คิดว่า เป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำ อย่างไรก็ต้องทำ
“ช่วงนั้น เกือบทุกคืน ผมกลับมาอาบน้ำ เป็นไข้ หนาวสั่น คางกระทบกัน ขอยาจากเมียกิน2เม็ดแล้ว นอน พอดีขึ้น ตอนเช้าก็ต้องออกไปช่วยคน มือผมกล้ามเนื้อฉีกตั้งแต่วันที่ 2 เอ็นยึดเจ็บ แต่ต้องขับเรือ แผลที่ได้มาก็ทาเบตาดีนอย่างเดียว ตรงบวมน้ำมันนวดก็ไม่หาย ก็ต้องทำ เพราะเราต้องขับเรือ ผมเพิ่งได้ไปหาหมอ ในช่วงน้ำลด
“การทำงานจิตอาสามาตั้งแต่รุ่นป๊ะผมแล้ว ใครลำบาก หยิบยื่นของให้ เราก็เห็นมาตั้งแต่เด็ก ป๊ะเสีย ผมออกมาจากเกาะปูยู สตูล ปี 2544มาอยู่หาดใหญ่ ม๊ะผมมาเสียที่หาดใหญ่ เมื่อ 7 ปีก่อน รถกระบะของผมคันนี้ ก็ใช้บรรทุกศพ ขอทำศพม๊ะเอง ถามโต๊ะครูว่าทำอย่างไร เพราะลูกอยากทำให้ จึงทำศพม๊ะ พาม๊ะขึ้นรถ พาไปละหมาด แล้วลงหลุม ผมทำทุกอย่าง หลังจากนั้นไม่นาน ลุงผมเสีย ผมก็ทำศพอีก ก็มานั่งคิดว่าถ้าได้ช่วยอย่างนี้ดีจัง ช่วยคนเสียชีวิต เพราะว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายของเขา เป็นการเก็บเสบียงของเราด้วยหลังจากเราตายจะได้เอาไปใช้ ก็เลยเปิดรับส่งศพฟรีในรัศมีสตูล พัทลุง ปัตตานี น้ำมัน 500 บาทส่งให้ฟรี กรณีที่รถว่าง คนว่าง ผมเห็นความลำบากของคนที่ไม่มี
“ตอนเห็นมูลนิธิคนช่วยฅน ก็รู้สึกว่าชอบ อยากร่วมงานด้วย ตอนนั้นวิ่งส่งของนราธิวาส ตอนนั้นปัตตานีน้ำท่วม ดูในเพจ เห็นมูลนิธิมาช่วยฅนน้ำท่วมที่ปัตตานี อัลเลาะห์ให้ เห็นขบวนออกจากปัตตานี ผมขี่รถตามรู้สึกสบายใจ ก็แค่นั้น ตอนหลังได้พบอาจารย์อิสมาแอล ประธานมูลนิธิ ที่ปัตตานีตอนละหมาด ทักแก คุยไม่กี่คำก็พอใจในความเป็นผู้นำในการทำงาน ก็เริ่มมีส่วนช่วยเก็บศพให้มูลนิธิ ตอนโควิดทางมูลนิธิประกาศรับอาสาคนมาจัดการศพจากโรคโควิดผมก็สมัคร เก็บศพโควิด วันละ 1-4 ศพทุกวันในช่วงโควิด จากโรงพยาบาลพาไปฝังตอนนั้นผมใส่ชุด ppe ทำงาน กลับมาชำระล้างร่างกาย ดีว่าเมียเข้าใจว่า ต้องทำความดี หลังตายแล้ว มีแต่ความดีอย่างเดียวที่พาไปได้ หลังจากนั้นผมได้เป็นหัวหน้าในการจัดการศพ ของมูลนิธิ ก็เลยดึงทีมงานมาช่วย เป็นงานจิตอาสาไม่มีค่าตอบแทน
“แม่ม่ายคนนั้น หลังจากนั้นเริ่มทักคน สลามมะลัยกุม อายุราว 40 ปี เราก็หวังว่าแกจะออกมาคุยกับชาวบ้านบ้าง สิ่งที่แกผิดมาแล้วทิ้งไปเลย เริ่มกันใหม่ ไม่ต้องเอามาเป็นอคติ ลูกไม่ได้เรียนมัสยิดก็ไม่ให้ไป คงมีปัญหาทางความคิดส่วนตัว ครั้งนี้น่าจะทำให้แกเปลี่ยนแปลง
“หลังน้ำท่วมผมก็คุยกับอาจารย์ซากี ว่าชุมชนเราต้องมีเรือเอาไว้เพื่อรับมือภัยพิบัติ”
อารีย์ เตะปูยู
Relate topics
- ฮีโร่ประจำซอย EP.5 : น้ำใจใกล้เสียงปืน
- ฮีโร่ประจำซอย Ep.4 ครัวฮาลาลหมื่นกล่อง
- ฮีโร่ประจำซอย EP3 ผู้กล้าทั้ง 21 คน
- ฮีโร่ประจำซอย EP2 กาละมังสีแดง
- ฮีโร่ประจำซอย EP1 สุภาพบุรุษแกลลอน
- "น้ำใจจากเมืองกรุง"
- ขอบคุณความช่วยเหลือจากขอนแก่น
- ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2568 เพื่อลงมติพิเศษ
- "iMedCare ธุรกิจเพื่อสังคมดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน"
- "การประชุมสานพลังความร่วมมือด้านที่อยู่อาศัยจังหวัดสงขลา"








